Untitled Document
» หน้าแรก

Knowledge Management - KM

ระบบจัดการความรู้ (Knowledge Management)
 
-:- Registrat!on -:-

หน้าหลัก » อบรม/สัมมนา » อบรม/สัมมนา ภายใน » การเขียนบทความทางวิชาการเพื่อเข้าสู่การขอตำแหน่งทางวิชาการและการเป็นอาจารย์ประจำหลักสูตร
juthaporn.r การเขียนบทความทางวิชาการเพื่อเข้าสู่การขอตำแหน่งทางวิชาการและการเป็นอาจารย์ประจำหลักสูตร
โพสเมื่อ 2020-05-28 10:11:00  แก้ไขล่าสุด 2020-05-28 10:13:57
 

องค์ความรู้ การเขียนบทความทางวิชาการเพื่อเข้าสู่การขอตำแหน่งทางวิชาการ และการเป็นอาจารย์ประจำหลักสูตร

----------------------------------------------

การตั้งชื่อเรื่องบทความ

         ๑. กระชับ (Compact) ไม่สั้นหรือยาวเกินไป โดยอาจแสดงถึงแนวทางหรือวิธีการที่ใช้ในการศึกษาไว้ด้วยโดย ไม่ใช้คำฟุ่มเฟือย (Redundant) หรือคำที่ไม่จำเป็น (Unnecessary)ใช้คำให้น้อย 

             ที่สุด ประมาณ  ๑๐ – ๑๕ คำ ในการตั้งชื่อเรื่อง

        ๒. ตรงประเด็น (Cogent) มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับกับสาระหลัก หรือวัตถุประสงค์ของงานวิจัย สื่อ ความหมายเจาะจงลงไปในเรื่องที่ทำ ไม่ควรสื่อความที่กว้างเกินไปดัง เช่น สังกัด     

             สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช

        ๓. การตั้งชื่อเรื่องอาจจะตั้งเป็นคำถามหรือวลีก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นประโยค

 

เทคนิคการเขียนบทความทางวิชาการ

          บทความทางวิชาการ หมายถึง งานเขียนซึ่งมีการกำหนดประเด็นที่ชัดเจน มีการวิเคราะห์ประเด็นดังกล่าวตามหลักวิชาการ และมีการสรุปประเด็น อาจเป็นการนำความรู้จากแหล่งต่าง ๆ มาวิเคราะห์ โดยผู้เขียนสามารถให้ทัศนะทางวิชาการของตนเองได้อย่างชัดเจน

          การเขียนบทความทางวิชาการเป็นส่วนหนึ่งของการขอตำแหน่งทางวิชาการซึ่งเป็นการพัฒนาตนเองของอาจารย์ประจำหลักสูตรจึงควรมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นผู้เขียนต้องมีความรู้ความเข้าใจในการเขียนบทความแต่ละประเภทให้เข้าใจชัดเจนดังนี้

         ๑. บทความวิจัยเป็นการประมวลผลอย่างกระชับและสั้นของกระบวนการวิจัยและผลการวิจัย ซึ่งเป็นงานศึกษาหรือค้นคว้าอย่างมีระบบด้วยวิธีวิทยาการวิจัย ซึ่งเป็นที่ยอมรับในสาขาวิชานั้น ๆ และมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูล คำตอบ ข้อสรุปที่จะนำไปสู่ความก้าวหน้าทางวิชาการ หรือเอื้อต่อการนำวิชานั้นไปประยุกต์

        ๒. บทความวิชาการ  เป็นงานเขียนทางวิชาการ ซึ่งมีการกำหนดประเด็นที่ต้องการอธิบายหรือวิเคราะห์อย่างชัดเจน ทั้งนี้มีการวิเคราะห์ประเด็นดังกล่าวตามหลักวิชาการ โดยมีการสำรวจวรรณกรรมเพื่อสนับสนุน จนสามารถสรุปวิเคราะห์ในประเด็นนั้น ๆ ได้อาจเป็นการนำความรู้จากแหน่งต่าง ๆ มาประมวลร้อยเรียงเพื่อวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ โดยผู้เขียนแสดงทัศนะทางวิชาการของตนไว้ชัดเจน

       ๓. บทความปริทัศน์เป็นบทความทางวิชาการที่มีการศึกษารวบรวมและวิเคราะห์องค์ความรู้ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างลึกซึ้ง รอบด้าน และเป็นระบบ รวมทั้งมีการอภิปรายผลในเรื่องที่ศึกษาให้เห็นถึงแนวโน้มว่าเป็นไปในทิศทางใด  มีข้อดีข้อเสียหรือจุดแข็งจุดอ่อนขององค์ความณุ้อย่างไร ตามทัศนะทางวิชาการของผู้เขียน

      ๔. บทวิจารณ์หนังสือ  เป็นการวิเคราะห์ว่าหนังสือเล่มนั้นบรรลุเป้าหมายที่ต้องการสื่อออกมาไหมและแสดงความคิดเห็นของผู้เขียนด้วย                                                                        

     โครงสร้างของบทความประเภทต่าง ๆ

 

บทความวิชากร/ปริทัศน์

บทความวิจัย

ส่วนประกอบตอนต้น (ส่วนนำ)

ส่วนประกอบตอนต้น (ส่วนนำ)

๑. ชื่อเรื่อง

๒. ข้อความเกี่ยวกับผู้เขียน

๓. บทคัดย่อหรือสาระสังเขป

๑. ชื่อเรื่อง

๒. ข้อความเกี่ยวกับผู้เขียน

๓. บทคัดย่อหรือสาระสังเขป (โดยเน้นเฉพาะประเด็นข้อค้นพบที่

    สำคัญของผลการวิจัย)

ส่วนเนื้อหา

ส่วนเนื้อหา

๑. ความนำเป็นการเขียนที่สาระสำคัญและจุดมุ่งหมาย

   ของเรื่องที่จะเขียน ซึ่งจะเป็นการปูพื้นเข้าสู่เนื้อความ

   ของบทความ

๒. เนื้อความ จะเป็นการเขียนรายละเอียดประเด็นตามที่ ผู้เขียนได้วางโครงเรื่องไว้ โดยหัวข้ออาจแตกต่างกันไปในบทความวิชาการแต่ละเรื่อง โดยผู้เขียนจะเขียนทั้งข้อเท็จจริง ข้อมูล ข้อค้นพบต่าง ๆ และแทรกความคิดเห็นของผู้เขียนตลอดจนทัศนะในด้านต่าง ๆ

๑. ความนำ เป็นการเขียนสาระความเป็นมาของปัญหาการวิจัย

๒. เนื้อความเป็นการเขียนองค์ประกอบของการวิจัยตามที่ได้

    ดำเนินการวิจัย ได้แก่

   ๒.๑  วัตถุประสงค์การวิจัย

   ๒.๒  สมมติฐานการวิจัย (ถ้ามี)

   ๒.๓  การทบทวนวรรณกรรม

   ๒.๔  ระเบียบวิธีการวิจัย ซึ่งประกอบด้วย ประชากรและกลุ่ม

          ตัวอย่าง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล และวิธีการ

          วิเคราะห์ข้อมูล

   ๒.๕  ผลการวิจัย

บทสรุป

บทสรุป

เป็นการสรุปสาระของรายละเอียดในเนื้อหา หรือเสนอเป็นข้อสังเกต หรือข้อเสนอแนะอื่น บทสรุปควรเน้นที่ประเด็นสำคัญ หรือประเด็นหลักที่ทำให้ผู้อ่านเห็นภาพของส่วนเนื้อหา

เป็นการอภิปรายผล และข้อเสนอแนะโดยจะเขียนสรุปประเด็นหลักของการวิจัย รวมทั้งอภิปรายผลการวิจัยตามหลักแนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง และข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้

ส่วนประกอบตอนท้าย

ส่วนประกอบตอนท้าย

- บรรณานุกรม/เอกสารอ้างอิง

๑. บรรณานุกรม/เอกสารอ้างอิง

๒. กิตติกรรมประกาศ (ถ้ามี)

บทคัดย่อ (Abstracts)บทความวิจัย/วิชาการ/ปริทัศน์

     บทคัดย่อ (Abstract)  หมายถึง การสรุปอย่างได้ใจความที่สุด บทคัดย่อจะเน้นจุดสำคัญหรือผลลัพธ์ในรายงานให้เด่นชัด เพื่อที่จะบอกให้ผู้อ่านรู้ว่าในรายงานนั้นจะมีเรื่องสำคัญอะไร และเป็นบทที่อยู่หน้าเนื้อเรื่องโดยทั่วไปจะเขียนต่อจากชื่อเรื่อง หรืองานวิจัยนั้น สำหรับรายงานการวิจัยต้องเขียนบทคัดย่อทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษโดยมีองค์ประกอบดังนี้

          ส่วนแรก   คือ วัตถุประสงค์

          ส่วนที่สอง คือ กลุ่มตัวอย่าง เครื่องมือวิจัย การเก็บข้อมูล และสถิติที่ใช้

          ส่วนที่สาม คือ ผลการวิจัย/ผลการทดลอง ข้อสรุปหลัก และควรปิดท้ายด้วยประโยชน์และการประยุกต์ใช้

หมายเหตุ: บางแหล่งตีพิมพ์กำหนดคำในบทคัดย่อ แนะนำว่าให้เขียนไปก่อนโดยไม่ต้องคำนึงจำนวนคำ แล้วค่อยมาตัดทิ้งภายหลัง

หลักเกณฑ์ในการเขียนบทคัดย่อที่ดี  มีดังนี้

         ๑.ควรคัดแต่เรื่องสำคัญ ๆ ที่เป็นประเด็นน่าสนใจทั้งหมด จะต้องเน้นการถ่ายทอดเฉพาะจุดเด่นของการศึกษา โดยงานวิจัยมีความชัดเจน สั้น กะทัดรัด พอดีกับกฎเกณฑ์บางอย่างของบทคัดย่อที่ดี เช่นจำนวนคำต้องอยู่ระหว่าง ๒๐๐–๒๕๐ คำ หรือประมาณไม่เกิน ๑ หน้ากระดาษ  A๔

         ๒.ก่อนการเขียนบทคัดย่อ ควรอ่านและทำความเข้าใจกับงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ของตนเอง เพื่อหาประเด็นต่าง ๆ ที่น่าสนใจ ดึงดูดให้ผู้อ่านทั่วไปอยากอ่านวิจัยเล่มสมบูรณ์

         ๓.ไม่มีการตีความหรือวิพากษ์วิจารณ์โดยใช้ความคิดของตนเอง

        ๔. ไม่ควรเขียนประโยคที่เข้าใจยาก หรือมีความรุนแรงในตัวมาใช้ ไม่ใช้ศัพท์เฉพาะท้องถิ่น ไม่ใช้ตัวย่อหรือสัญลักษณ์โดยไม่จำเป็น เพราะอาจสร้างความไม่เข้าใจให้ผู้อ่านได

       ๕. ไม่ควรอ้างอิงตัวเลข แผนภาพ ตาราง โครงสร้างสูตรสถิติต่าง ๆ หรือสมการต่าง ๆ ในบทคัดย่อ นอกจากจำเป็นที่จะแสดงผลการวิเคราะห์

       ๖. ในการเขียนบทคัดย่อ อาจมีหลายย่อหน้าได้ เพื่อเพิ่มความเข้าใจให้ผู้อ่านในแต่ละตอน

       ๗. หลีกเลี่ยงการอ้างอิงงานวิจัยของผู้อื่นในบทคัดย่อ

      ๘. ทำตามขั้นตอนของโครงสร้างการเขียนบทคัดย่อ โดยต้องระมัดระวังให้มาก รวมถึงลักษณะแบบตัวอักษร ขนาดตัวอักษร การกำหนดขอบเขตหน้ากระดาษ เคร่งครัดต่อหลักการพิมพ์ และรูปแบบที่เป็นที่ยอมรับ ควรระมัดระวังในการตรวจสอบการเขียนโดยอ่านหลาย ๆ รอบ จะเป็นการเพิ่มคุณภาพของบทคัดย่อให้เป็นที่ยอมรับในการนำเสนองานวิจัย

การเขียนคำสำคัญ (Keyword)บทความวิจัย/วิชาการ/ปริทัศน์

  • ควรมีคำสำคัญไม่น้อยกว่า ๓ – ๕ คำ
  • คำสำคัญ คือ ตัวแปรของการวิจัย
  • คำสำคัญ คือ คำเฉพาะในงานวิจัยนั้นและเป็นคำที่เป็นสากลยอมรับกันทั่วไป
  • คำสำคัญจะนำไปใช้ประโยชน์ในการเขียนของบทนำ

บทนำ (Introduction)บทความวิจัย/วิชาการ/ปริทัศน์

  • อธิบายที่มาและความสำคัญของปัญหา ช่องว่างของปัญหา หรือ ที่นำไปสู่ การวิจัย และต้องมีการ

     อ้างอิงที่มาของบทนำด้วย

  • โดยทั่วไป บทนำ มี ๒ – ๓ paragraphs • Paragraph ๑ หรือ ๒: • เขียนถึงงานวิจัยที่เกี่ยวข้องที่ตีพิมพ์มาก่อน โดยต้องทบทวนวรรณกรรมให้ทั่วถึงครบถ้วนอ้างอิง paper ที่นำมาใส่ให้ถูกต้อง Paragraph ๒ หรือ ๓ : - นำเสนองานของตนเอง ให้ข้อมูลถึงเหตุผลที่ต้องทำวิจัยเรื่องนี้ - พร้อมสอดแทรกวัตถุประสงค์ของการวิจัย - ปิดท้ายด้วยผลการศึกษาสั้นๆ พร้อมประโยชน์และการประยุกต์ใช้ ต้องเขียนออกมาให้ได้ว่างานวิจัยนี้น่าสนใจ

วัตถุประสงค์การวิจัย (Objective)บทความวิจัย

  • วัตถุประสงค์การวิจัยในบทความวิจัยให้เลือกบางข้อจากรายงานวิจัย
  • วัตถุประสงค์การวิจัยในบทความวิจัยขึ้นอยู่กับประเภทของบทความวิจัยที่ต้องการนำเสนอ
  • วัตถุประสงค์การวิจัยในบทความวิจัยไม่จำเป็นใส่ทุกข้อเหมือนในรายงานวิจัย เลือกเฉพาะที่ต้องการรายงานผล
  • ผลการวิจัยในบทความต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การวิจัย ถ้าต้องการรายงานผลการวิจัยเพิ่มก็เพิ่มวัตถุประสงค์การวิจัย

วิธีการวิจัย (Research Methods)บทความวิจัย

  • เป็นการเขียนเพื่อให้ทราบว่าข้อมูลของงานวิจัยนี้ถูกรวบรวมหรือถูกสร้างขึ้นอย่างไร
  • ประกอบด้วยขอบเขตข้อมูล เช่น ประชากร กลุ่มตัวอย่าง วิธีเลือกกลุ่มตัวอย่าง เครื่องมือ การสร้างเครื่องมือ เก็บข้อมูลอย่างไร วิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ ซึ่งอาจเป็นวิธีการเชิงคุณภาพหรือปริมาณหรือวิธีผสมผสาน ขึ้นอยู่กับประเภทของงานวิจัย

ผลการวิจัย (Results)บทความวิจัย

  • แสดงผลการวิจัยและข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้จากการศึกษาวิจัยนั้น
  • ควรมีบทนำสั้น ๆ /วัตถุประสงค์ของการศึกษาในแต่ละผลการศึกษา
  • ควรมีสรุปผลการศึกษาสั้น ๆ ในแต่ละผลการศึกษา
  • ใช้รูปภาพ หรือ ตาราง แสดงผลเพื่อง่ายต่อการเข้าใจ
  • หากเป็นการเปรียบเทียบต้องแสดงค่าทางสถิติ
  • รูปและตารางควรนำเสนอในรูปแบบที่สวยและเข้าใจง่าย  “แบบ eye-catching format”
  • ทุกรูปและตารางจะต้องมีการระบุในเนื้อเรื่อง ต้องมีคำอธิบาย
  • การเขียนคำอธิบายใต้ภาพต้องเขียนให้สื่อความหมายเพื่อนำไปสู่การเข้าใจรูปได้อย่างสมบูรณ์แบบ

 

อภิปรายผล (Discussion)บทความวิจัย

  • ควรเสนอผลอย่างชัดเจน ตรงประเด็น เป็นผลที่ค้นพบ โดยลำดับตามวัตถุประสงค์ที่ศึกษา
  • อภิปรายผลของวิจัยที่เกิดขึ้นเป็นเพราะอะไร เป็นการอธิบายสาเหตุการเกิดผล การเปรียบเทียบผลกับข้อมูลหรือข้อสรุป ที่ได้มาจากการทบทวนวรรณกรรม หรือข้อมูลของงานวิจัยของผู้อื่นที่มีการรายงานไว้แล้วมาสนับสนุน

ควรหลีกเลี่ยง การนำผลการศึกษามาเขียนซ้ำในการอภิปรายผล

 

สรุป (Conclusion)บทความวิจัย/วิชาการ/ปริทัศน์

เป็นการสรุปผลที่ได้รับจากการวิจัยแบบกระชับเข้าใจง่ายตามวัตถุประสงค์ที่ศึกษา

 

ข้อเสนอแนะ (Recommendation)บทความวิจัย

  • เป็นการนำเสนอว่าผลจากการวิจัยนั้นสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับเหตุการณ์จริงได้อย่างสมเหตุสมผล และมีแนวโน้มว่าจะเป็นไปได้ โดยยกแนวทางในการนำไปพิสูจน์ในครั้งต่อไป มี ๒ แนวทาง คือ
  • ข้อเสนอแนะการนำผลการวิจัยไปใช้
  • ข้อเสนอแนะที่สืบเนื่องจากผลการวิจัย เพื่อเป็นการพัฒนาต่อเนื่องให้ได้องค์ความรู้เพิ่มเติมจากการพิสูจน์ตามข้อเสนอที่มีผลกระทบต่องานวิจัย

 

รายการอ้างอิง (References)บทความวิจัย/วิชาการ/ปริทัศน์

  • ส่วนมากใช้รูปแบบการอ้างอิง APA Style 
  • ควรเป็นอ้างอิงที่ไม่เกิน ๕ – ๘ ปี จากปีปัจจุบัน
  • ควรหาอ้างอิงจากบทความวิชาการมาอ้างอิง
  • แต่ละแหล่งตีพิมพ์มีรูปแบบอ้างอิงที่แตกต่างกัน ต้องเขียนตามที่แต่ละแหล่งตีพิมพ์กำหนด
  • ต้องใส่อ้างอิงให้ครบตามที่ปรากฏในเนื้อหา

 

แนวทางในการเขียนบทความวิจัย

       ๑. ถามตัวเองก่อนว่าจะเขียนไหม (ทำวิจัยแล้วหรือยัง)

       ๒. ทำความเข้าใจธรรมชาติของบทความวิจัยให้ดีก่อน

       ๓. กำหนดเค้าโครงที่จะเขียน

      ๔. อ่านทบทวนงานวิจัยที่ทำให้เกิดความซาบซึ้ง

      ๕. พยายามกลั่นกรอง (Condense) และ ย่อย (Digest) เนื้อหาจากรายงานการวิจัย มาเรียบเรียงเป็นบทความ (หลีกเลี่ยงการตัดแปะ)

      ๖. เขียนตามลำดับขั้นตอนที่เป็นที่ยอมรับ

      ๗. ตระหนักในเรื่องการใช้ภาษา (ศิลปะ) และถูกหลักไวยากรณ์

      ๘. อย่าคิดหรือนึกว่า จะมีคนอื่นมาตรวจภาษาหรือพิสูจน์อักษรให้

 

 

------------------------------------------------

สรุปโดย

เลขานุการการจัดการความรู้

ผู้โพส :