Untitled Document
» หน้าแรก

Knowledge Management - KM

ระบบจัดการความรู้ (Knowledge Management)
 
-:- Registrat!on -:-

หน้าหลัก » งานวิจัย » งานวิจัย ภายใน » ปัจจัยที่ต้องให้ความสำคัญ หากคิดจะทำงานวิจัย
prawitri.d ปัจจัยที่ต้องให้ความสำคัญ หากคิดจะทำงานวิจัย
โพสเมื่อ 2018-05-31 14:39:10  แก้ไขล่าสุด 2018-05-31 14:39:10
 

บทความ การจัดการความรู้ (Knowledge Management – KM) ด้านการวิจัย

เรื่อง “ปัจจัยที่ต้องให้ความสำคัญ หากคิดจะทำงานวิจัย”

ปัจจัยที่ต้องให้ความสำคัญ หากคิดจะทำงานวิจัยไม่ใช่สิ่งใหม่ แต่เป็นสิ่งที่นักวิจัยรู้อยู่แล้ว แต่อาจจะยังไม่ได้ให้ความสำคัญมากเท่าที่ควร ผู้เขียนจึงขอรวบรวมองค์ความรู้ที่ได้จากเอกสารทางด้านการวิจัย รวมถึงจากคณะกรรมการบริหารการวิจัย วิทยาลัยเทคโนโลยีภาคใต้ ซึ่งเป็นคณะกรรมการที่ช่วยตรวจประเมินงานวิจัยของคณาจารย์ในวิทยาลัย รวมถึงให้คำปรึกษาและข้อเสนอแนะตลอดกระบวนการของการดำเนินงานวิจัย โดยจะแบ่งเป็น 4 ส่วน ส่วนแรกกล่าวถึงความสำคัญของการวิจัย ส่วนที่สองกล่าวถึงความสำคัญของขั้นตอนการวิจัย ส่วนที่สามกล่าวถึงความสำคัญของนักวิจัย และส่วนที่สี่เป็นการสรุปปัญหาและแนวทางแก้ไขที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการวิจัย ที่อาจส่งผลให้ระยะเวลาการทำวิจัยไม่เป็นไปตามแผนงานที่กำหนด

 

ส่วนที่ 1 ความสำคัญของการวิจัย

การวิจัย (Research)เป็นกระบวนการแสวงหาความรู้ความจริงที่มีระบบและวิธีการที่น่าเชื่อถือเพื่อนำความรู้ความจริงที่ได้นั้นไปใช้ในการตัดสินใจแก้ไขปัญหาหรือก่อให้เกิดความรู้ใหม่ ๆ การวิจัยมีความสำคัญในแง่ของการเพิ่มพูนความรู้ใหม่ ๆ ทางวิชาการ เป็นการแสวงหาความรู้ หรือความจริงเพื่อสร้างเป็นกฎ สูตร ทฤษฎี ในแต่ละสาขาวิชา และเพื่อนำไปประยุกต์หรือใช้ประโยชน์ในงานต่าง ๆ มีจุดมุ่งหมายในการนำผลการวิจัยไปใช้ในเชิงปฏิบัติโดยตรง

การวิจัย แบ่งออกได้หลายประเภท ขึ้นอยู่กับว่าจะใช้เกณฑ์อะไรในการจัดประเภท ของการวิจัยโดยทั่วไปแบ่งได้เป็น 4ประเภท ดังนี้

1) แบ่งตามประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัยแบ่งได้ 2 ประเภท คือ 

1.1 การวิจัยพื้นฐานหรือการวิจัยบริสุทธิ์ (Pure Research)

1.2 การวิจัยประยุกต์ (Applied Research)

2) แบ่งตามลักษณะวิธีการวิเคราะห์ข้อมูลแบ่งได้ 2 ประเภท คือ

2.1 การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research)

2.2 การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research)

3) แบ่งตามประเภทของศาสตร์ แบ่งได้ 2 ประเภท คือ

3.1 การวิจัยทางวิทยาศาสตร์ (Sciences Research)

3.2 การวิจัยทางสังคมศาสตร์ (Social Research)

4) แบ่งตามระเบียบวิธีวิจัย แบ่งได้ 3 ประเภท คือ

4.1 การวิจัยเชิงประวัติศาสตร์ (Historical Research)

4.2 การวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) 

4.3 การวิจัยเชิงบรรยาย (Descriptive Research)

 

 

 

ส่วนที่ 2 ความสำคัญของขั้นตอนการวิจัย

การวิจัยแต่ละประเภท ก็มีขั้นตอนการวิจัย หรือการดำเนินการวิจัย ที่แตกต่างกัน ธรรมชาติของมนุษย์ส่วนใหญ่ต้องการที่จะพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของตนให้ดีขึ้น ซึ่งเหตุนี้จึงเป็นแรงกระตุ้นให้มนุษย์มีความอยากรู้ อยากเห็น อยากเข้าใจในปรากฏการณ์ต่าง ๆ ในธรรมชาติและสิ่งที่อยู่รอบตัวเอง วิธีการแสวงหาความรู้ความจริงของมนุษย์โดยทั่วไปมีดังนี้ 

1. การแสวงหาความรู้ความจริงโดยไม่อาศัยเหตุผล เป็นการแสวงหาความรู้ ความจริงอย่างง่าย ๆโดยมากมักจะเป็นความจริงส่วนบุคคล (Personal Facts) เช่น 

- ความรู้จากประสบการณ์ส่วนบุคคล ความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ของแต่ละบุคคลอาจจะเป็นความรู้ที่ได้จากการสะสมขึ้นมาเองหรือแสวงหาความรู้แบบบังเอิญ เช่น เด็กเล็ก ๆ เอานิ้วมือไปใกล้ไฟมาก ๆ ก็จะเกิดการเรียนรู้ว่าไฟร้อน หรือได้ความรู้มาโดยการลองผิดลองถูก เช่น มีบาดแผลเลือดไหล ลองขยี้ใบไม้ชนิดต่าง ๆ มาปิดแผลถ้าใบไม้ชนิดใดห้ามเลือดได้ ก็จะเกิดความรู้ใหม่ ซึ่งได้จากการลองผิดลองถูก

- ความรู้จากบุคคลอื่น เช่น โดยประเพณีและวัฒนธรรม โดยมีผู้รู้บอก ให้หรือโดยผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเป็นผู้บอก การแสวงหาความรู้ของมนุษย์โดยไม่อาศัยเหตุผลอาจจะเป็นไปได้ทั้งความรู้ที่ถูกและความรู้ ที่ผิดไปจากความเป็นจริงที่ได้ และในขณะเดียวกันความรู้นั้น ถ้าเป็นการถ่ายทอดกันมาก็ไม่ก่อให้เกิดความรู้ใหม่เพิ่มเติม 

2. การแสวงหาความรู้ความจริงโดยอาศัยเหตุผลเป็นการแสวงหาความรู้ความจริงซึ่งมักจะเน้นความจริงทั่วไป (Public Facts)เช่น 

     2.1 วิธีอนุมาน (Deduction Method) เป็นการหาความสัมพันธ์เชิงเหตุผล ระหว่างข้อเท็จจริงใหญ่และข้อเท็จจริงย่อย แล้วจึงลงสรุปจากความสัมพันธ์ระหว่างข้อเท็จจริงใหญ่และย่อย เช่น 

ข้อเท็จจริงใหญ่ : คนทำวิจัยได้ทุกคนถ้ามีความสามารถด้านการวิเคราะห์ และด้านการสังเคราะห์ ข้อเท็จจริงย่อย : นายเอ ทำวิจัยได้ 

สรุป : นายเอ มีความสามารถด้านการวิเคราะห์ และการสังเคราะห์ การใช้วิธีอนุมานถูกโจมตีว่าไม่ได้สร้างความรู้ใหม่ อีกทั้งข้อสรุปจะเป็นจริงก็ต่อเมื่อข้อเท็จจริงใหญ่และข้อเท็จจริงย่อยเป็นจริงดังนั้น ผู้ที่จะนำเอาวิธีอนุมานไปใช้ถ้าขาดความรู้เกี่ยวกับสิ่งที่นำมาอ้างก็จะทำให้สรุปผิดได้แต่วิธีอนุมานยังมีประโยชน์ต่อการวิจัยบ้าง ในเรื่องการตั้งสมมติฐาน วางแผนเก็บข้อมูล เป็นต้น 

     2.2 วิธีอุปมาน (Induction Method) เป็นวิธีย้อนกลับกับวิธีอนุมาน นั่นคือเป็นวิธีการค้นหาความรู้ความจริงจากข้อเท็จจริงย่อย ๆ โดยพิจารณาสิ่งที่เหมือนกัน ต่างกัน สัมพันธ์กัน แล้วจึงสรุปเป็นข้อเท็จจริงใหญ่ เช่น 

ข้อเท็จจริงย่อย : คนที่เป็นโรคเอดส์แต่ละคนรักษาไม่หายในที่สุดจะตายทุกคน 

ดังนั้น : กลุ่มคนที่เป็นโรคเอดส์ต้องตายทุกคน 

ข้อบกพร่องของวิธีอุปมาน คือ หากเก็บรวบรวมข้อมูลหรือข้อเท็จจริงคลาดเคลื่อนก็จะทำให้การลงสรุปความรู้ใหม่ผิดพลาดไป 

     2.3 วิธีการทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Method) ถือว่าเป็นวิธีสืบแสวงหาความรู้ของมนุษย์สมัยใหม่และเป็นที่นิยมใช้กันมากในปัจจุบัน ซึ่งประกอบด้วย 5 ขั้นตอนดังนี้ 

 

1) การกำหนดปัญหา (Problem Identification)

2) การตั้งสมมุติฐาน (Formulation Hypothesis)

3) การรวบรวมข้อมูล (Collection of Data)

4) การวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analysis)

5) การสรุปผล (Conclusion)

วิธีการทางวิทยาศาสตร์เป็นวิธีที่น่าเชื่อถือมากที่สุด นักวิจัยจึงยึดถือและปฏิบัติตามลำดับขั้นของวิธีการทางวิทยาศาสตร์เป็นหลักแต่ละขั้นตอนมีรายละเอียด ดังนี้

ขั้นที่ 1 การกำหนดปัญหา (Problem Identification) เมื่อต้องการศึกษาเรื่องใด ต้องตั้งปัญหาที่จะศึกษาให้ชัดเจนซึ่งในขั้นนี้ผู้วิจัยจะต้องตั้งชื่อเรื่อง และนิยามปัญหาที่จะวิจัย ว่าในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายอย่างไรการที่จะนิยามปัญหาได้ชัดเจน ต้องมีการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ 

ขั้นที่ 2 การตั้งสมมุติฐาน (Formulation Hypothesis) การตั้งสมมุติฐานเป็นการทำนายผลการวิจัย เป็นการเดาว่าเรื่องต่าง ๆ ที่ศึกษานั้นเกิดขึ้นเพราะอะไร 

ขั้นที่ 3 การรวบรวมข้อมูล (Collection of Data) ผู้วิจัยจะต้องวางแผนว่าจะใช้วิธีการใดเก็บรวบรวมข้อมูลและหาวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล เพื่อที่จะนำข้อมูลมาใช้ในการตอบสมมุติฐานที่ตั้งไว้ 

ขั้นที่ 4 การวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analysis) ผู้วิจัยจะต้องใช้ วิธีการทางสถิติ เพื่อวิเคราะห์ผลการวิจัยและแปลความหมายของข้อมูล 

ขั้นที่ 5 การสรุปผล (Conclusion) เป็นการสรุปผลว่าการวิจัยครั้งนี้ได้ผลอย่างไรบ้าง พร้อมทั้งอภิปรายผล และให้ข้อเสนอแนะ แล้ว ทำเป็นรายงานการวิจัย เพื่อเป็นเอกสารแสดงผลการศึกษาค้นคว้า ในการดำเนินการวิจัยผู้วิจัยจะต้องวางแผนไว้ล่วงหน้าเพื่อให้งานวิจัยเป็นไปอย่างมีแบบแผน ซึ่งอาจแยกแยะขั้นตอนทั้งการวางแผนและลงมือปฏิบัติจริงได้ ดังนี้ 

1. เลือกหัวข้อปัญหาการวิจัยเป็นการกำหนดของงานวิจัยว่า จะศึกษาในเรื่องใดสาขาวิชาใด มีขอบเขตกว้างขวางแค่ไหน ปัญหาที่วิจัยนั้นต้องมีคุณค่าและเหมาะสมกับศักยภาพ เวลาและเงินทุนสำหรับการวิจัย 

2. ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผู้วิจัยต้องศึกษาทฤษฎี หลักการ ความรู้พื้นฐานผลงานวิจัยในเรื่องที่เกี่ยวข้อง เพื่อจะได้เห็นแนวทางในการวิจัย 

3. เขียนเค้าโครงการวิจัยเพื่อให้การวิจัยดำเนินไปตามขั้นตอนอย่างเป็นระบบ ผู้วิจัยจะต้องเขียนรายละเอียดของกระบวนการวิจัยไว้ล่วงหน้าว่าจะต้อง ทำอะไรบ้าง ตามลำดับแต่ต้นจนจบ โดยมีปฏิทินการปฏิบัติงาน พร้อมทั้งกำหนดค่าใช้จ่ายเครื่องมือในการวิจัยไว้ด้วย 

4. การดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นขั้นตอนที่ทำหลังจากเขียนเค้าโครงการวิจัย เรียบร้อยแล้ว
มีการนำเครื่องมือไปเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่กำหนดไว้ในเค้าโครงการวิจัย 

5. การวิเคราะห์ข้อมูลโดยวิเคราะห์ข้อมูลตามวิธีที่กำหนดไว้ในเค้าโครงการวิจัย 

6. สรุป อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ ขั้นนี้เป็นการสรุปผลที่ได้จาก การวิเคราะห์ข้อมูลรวมทั้งให้ข้อเสนอแนะสำหรับผู้ที่จะทำวิจัย ในลักษณะคล้ายคลึงกันหรือนำผลการวิจัยไปใช้ 

7. เขียนรายงานการวิจัย งานวิจัยจะเสร็จสมบูรณ์ต้องมีการรายงานวิจัยออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร โดยขั้นนี้จะรายงานข้อเท็จจริงที่ค้นพบตามแนวการเขียนรายการวิจัย เพื่อสะดวกแก่ผู้ที่มาศึกษาค้นคว้าต่อไป

ส่วนที่ 3 ความสำคัญของนักวิจัย

การวิจัยเป็นงานที่มีระบบระเบียบเพื่อสร้างสรรค์ความรู้ใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้น แม้เราจะมีขั้นตอนกระบวนการที่ดีเพียงใด หากตัวผู้ปฏิบัติหรือนักวิจัยไม่มีวินัย ไม่สามารถดำเนินการได้ตามขั้นตอนและอยู่ในกรอบของเวลา งานวิจัยชิ้นนั้นก็ไม่สามารถบรรลุได้ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนด ดังนั้นผู้ที่จะเป็นนักวิจัยที่ดีได้จะต้องได้รับการฝึกหัดที่ถูกต้อง และมีความรับผิดชอบสูง โดยควรมีลักษณะของนักวิจัยที่ดี ซึ่งสามารถสรุปได้ ดังนี้ 

1. กรณีที่นักวิจัยต้องการนำข้อความรู้ความคิดเห็นหรือข้อค้นพบของบุคคลอื่นมาใช้ประโยชน์ จะต้องอ้างอิงแหล่งที่มาของข้อความรู้หรือบุคคลที่เป็นผู้ค้นพบข้อความรู้นั้น ๆ 

2. นักวิจัยจะต้องวิเคราะห์ข้อมูลและรายงานผลการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีการบิดเบือนปิดบัง ตกแต่ง หรือกำหนดตัวเลขค่าสถิติ ขึ้นเองโดยไม่มีการเก็บข้อมูลต่าง ๆ มาจริง 

3 นักวิจัยจะต้องรายงานผลการวิจัยอย่างตรงไปตรงมาใช้ภาษาที่ผู้อ่านเข้าใจความหมายได้ถูกต้องชัดเจน ไม่ปิดบังซ่อนเร้นหรือเขียนรายงานการวิจัยให้เกิดประโยชน์แก่บุคคลกลุ่มใด ๆ โดยไม่มีผลการวิจัยที่สามารถยืนยันได้อย่างชัดเจน 

4. ก่อนที่นักวิจัยจะเก็บข้อมูลจากบุคคล หน่วยงาน หรือสถาบันใด ๆ จะต้องมีการติดต่อขออนุญาตล่วงหน้า และลงมือเก็บรวบรวมข้อมูลหลังจากที่ได้รับอนุญาตแล้ว 

5. นักวิจัยจะต้องไม่กระทำการใด ๆ ในลักษณะของการบังคับจิตใจหรือ ฝืนความรู้สึกของผู้ให้ข้อมูล และทำวิจัยในลักษณะทดลองจะต้องได้รับการยินยอมจากผู้เข้ารับการทดลอง 

6. ในการรายงานผลการวิจัย นักวิจัยจะรายงานผลการวิเคราะห์ในลักษณะของผลรวมทั้งหมด ไม่นำเอาข้อมูลเฉพาะบุคคลมาเปิดเผยหรือกล่าวอ้างชื่อของบุคคลที่ให้ข้อมูล

 

ส่วนที่ 4 สรุปปัญหาและแนวทางแก้ไขที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการวิจัย

เมื่อนักวิจัยได้ทราบถึงความสำคัญของการวิจัย ความสำคัญของขั้นตอนการดำเนินงานวิจัย ตลอดจน ความสำคัญของการเป็นนักวิจัยที่ดีแล้ว ผู้เขียนได้สรุปปัญหาที่เกิดขึ้นจากการวิจัย ที่ส่งผลให้ระยะเวลาไม่เป็นไปตามแผนงานที่กำหนดของนักวิจัยที่เป็นคณาจารย์ในวิทยาลัยเทคโนโลยีภาคใต้ ที่ได้ใช้งบประมาณทั้งภายในและภายนอกวิทยาลัย ในปีการศึกษา 2559-2560 ซึ่งเป็นปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นได้กับนักวิจัยทุกคน สามารถสรุปได้ ดังนี้

1. ควรเริ่มจากการหาโจทย์วิจัย

2. การเขียนข้อเสนอโครงการวิจัย

3. กำหนดวัตถุประสงค์

4. ควรเขียนกรอบการวิจัยใช้ชัดเจนเป็นแผนภาพก็ได้

  1. การกำหนดขั้นตอนการดำเนินงาน/กิจกรรม ที่ไม่ชัดเจน ตั้งแต่การเขียนข้อเสนอโครงการวิจัย โดยปัญหานี้ส่วนใหญ่จะเกิดกับนักวิจัยหน้าใหม่ นักวิจัยจึงควรเข้ารับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญหรือนักวิจัยรุ่นพี่ก่อนกำหนดรายละเอียดของขั้นตอน/กิจกรรม
  2. การขาดการตรวจประเมินคุณภาพของการสร้างเครื่องมือที่ดีมาจากการทบทวนวรรณกรรม แนวคิด ทฤษฎีต่างๆ ก่อนนำไปใช้ เช่น แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบสังเกต เป็นต้น เครื่องมือการวิจัยเป็นสิ่งที่จะทำให้นักวิจัยได้มาซึ่งข้อมูลที่ต้องการ เครื่องมือจะต้องผ่านการตรวจประเมินคุณภาพไม่ว่าจะเป็นเชิงปริมาณหรือคุณภาพ
  3. การกำหนดเค้าโครงงานวิจัย หรือขอบเขตของงานที่กว้างเกินไป ไม่ระบุ หรือจัดลำดับความสำคัญของงานให้ชัดเจนว่าเรื่องใดสำคัญมาก เรื่องใดสำคัญน้อย การกำหนดเค้าโครงที่กว้าง นอกจากจะทำให้เก็บข้อมูลยากแล้ว ยังส่งผลถึงระยะเวลาที่อาจมากกว่ากำหนด จึงควรต้องระบุขอบเขตให้ชัดเจนเหมาะกับระยะเวลาที่มีและมุ่งเน้นเฉพาะประเด็นที่เป็นปัญหาของงานวิจัยที่แท้จริง
  4. ปัญหาการกำหนดสัดส่วนงาน ปริมาณงาน ไม่เหมาะสมกับผู้ร่วมวิจัย โดยเฉพาะกรณีที่ผู้ร่วมวิจัย มีมากราย ขอบเขตของงานมีการซ้อนทับกันในบางประเด็น จึงควรแบ่งสัดส่วน ตามความเชี่ยวชาญเฉพาะ และต้องประชุมชี้แจงให้ชัดเจนก่อนเริ่มดำเนินการ
  5. ปัญหาคณาจารย์มีภาระงานสอนค่อนข้างมาก ทำให้ไม่มีเวลาในการเขียนรูปเล่มรายงานการวิจัย ซึ่งเป็นงานที่ต้องใช้เวลา ต้องใช้สมาธิค่อนข้างสูง แต่อย่างไรก็ตาม ผู้วิจัยจะต้องพยายามจัดสรรเวลาให้ได้ สถาบันก็จะต้องจัดสรรพื้นที่ให้นักวิจัยได้มีบริเวณส่วนตัวเพื่อใช้ในการทำงาน
  6. ปัญหาการเปลี่ยนแปลงนักวิจัย เนื่องจากการโยกย้ายหรือการเปลี่ยนงาน ซึ่งกรณีนี้เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก แต่ก็เคยเกิดขึ้นและส่งผลให้การดำเนินงานล่าช้าค่อนข้างมาก ปัญหานี้ทางสถาบันจะต้องเข้ามาช่วยในการหานักวิจัยที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านนั้น ๆ มาดำเนินการต่อให้เสร็จสิ้น
  7. ผู้วิจัยที่เป็นนักวิจัยรุ่นใหม่ ขาดประสบการณ์การดำเนินงานวิจัย ไม่สามารถแก้ไขปัญหาระหว่างการดำเนินงาน หรือแม้แต่ปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นขณะลงพื้นที่เก็บข้อมูล ทำให้ต้องมีการเข้าพบผู้เชี่ยวชาญหรือนักวิจัยรุ่นพี่ตามช่องทางที่สถาบันจัดไว้
  8. การขาดผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เฉพาะศาสตร์ ที่จะมาให้คำปรึกษากรณีเกิดปัญหาในการดำเนินงาน หากเกิดปัญหานี้ทางสถาบันจะต้องดำเนินการติดต่อประสานงานกับผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก เพื่อช่วยแก้ปัญหาให้กับผู้วิจัย
  9. การดำเนินการ เบิก- จ่าย งบประมาณสนับสนุนการดำเนินงานวิจัย มีขั้นตอน กระบวนการที่ใช้ระยะเวลาค่อนข้างมาก ทำให้ในบางครั้งที่โครงการวิจัยต้องรีบดำเนินการ นักวิจัยต้องสำรองจ่ายเงินส่วนตัวของผู้วิจัยเองไปก่อน ปัญหานี้อาจจะไม่เกิดขึ้นหากนักวิจัยได้วางแผน กำหนดกรอบระยะเวลาดำเนินงานเอาไว้ชัดเจน เสนอของบประมาณก่อนระยะเวลาที่ต้องใช้จริง
  10. ขาดการกำกับ ติดตาม อย่างเป็นระบบจากแหล่งทุน ทำให้ทางวิทยาลัยจะต้องสร้างระบบกำกับติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานวิจัยทุกโครงการวิจัย

จากเนื้อหาทั้ง 4 ส่วน ที่ผู้เขียนได้กล่าวไปข้างต้น ส่วนแรกกล่าวถึงความสำคัญของการวิจัย ส่วนที่สองกล่าวถึงความสำคัญของขั้นตอนการวิจัย ส่วนที่สามกล่าวถึงความสำคัญของนักวิจัย และส่วนที่สี่เป็นการสรุปปัญหาที่เกิดขึ้นจากการวิจัยรวมถึงกำหนดแนวทางแก้ไขหากปัญหาเกิดขึ้น ที่ส่งผลให้ระยะเวลาไม่เป็นไปตามแผนงานที่กำหนดเชื่อว่าหากผู้ที่คิดจะทำวิจัยให้ความสำคัญกับทั้ง 4 ส่วน ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะทำให้การดำเนินงานวิจัยบรรลุเป้าหมายตามที่ตั้งใจ เนื้อหาที่ผู้เขียนรวบรวมไว้ น่าจะเป็นแนวทางที่ดีที่จะส่งผลให้ผู้ที่คิดจะทำวิจัยทราบปัจจัยที่ต้องให้ความสำคัญ หากคิดจะทำงานวิจัย

โดย : อาจารย์โศภิน  รัตนสุภา สำนักงานบริหารงานวิจัย วิทยาลัยเทคโนโลยีภาคใต้ _16 พ.ย. 60

ผู้โพส :